Home

กิจกรรม

ขอเชิญร่วมฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรมทุกๆวันเสาร์เวลา 7.00-9.00 น. วัดพระศรีรัตนาราม  วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2549   ครอบครัวประไพศิลป์  เป็นประธานจัดงาน

"อโคจร"

ท่านผู้หนึ่งได้ขอให้ผมช่วยค้นหาข้อมูลในหัวเรื่อง “ อโคจร ” ซึ่งผมค้นจากซีดีรอม พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน พบข้อมูลที่มีอ้างอิงอยู่ 3 แห่ง (ดังได้แนบมาด้วย ในตอนท้ายของข้อความนี้)

“ อโคจร ” เป็นเรื่องของการสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของพระภิกษุเป็นสำคัญ และทำตัวให้เหมาะสม ไม่ไปคลุกคลีมั่วสุมในที่ซึ่งล่อแหลม ไม่ควรไปคลุกคลีด้วย เช่นโรงโสเภณี แม้แต่กระทั่งไม่ไปมั่วสุมกับพระราชา (เพื่อประจบสอพลอ) หรือกับภิกษุณี (ซึ่งอาจเป็นภัยจากความเป็นเพศตรงข้ามได้) ตลอดถึงในกรณีที่เข้าไปพบเห็นในสถานการณ์หรือสถานที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นการไปในละแวกบ้าน การเดินไปตามถนน ก็พึงกระทำตนให้ถูกต้อง คือ ไม่อโคจรไปในทางชั่ว แต่รู้จักโคจรโดยการสำรวมอินทรีย์ให้จิตดำรงอยู่ในสติปัฏฐานสี่เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการเน้นในการปฏิบัติเฉพาะตนเป็นสำคัญ

อโคจร ไม่ได้เป็นศีลข้อบังคับโดยตรง เพราะปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก คือไม่ได้อยู่ในพระวินัยปิฎก (ไม่ได้บอกอาบัติหรือข้อลงโทษไว้) เป็นเพียงข้อแนะเพื่อทำตนให้งามทั้งทางกายและทางใจของพระภิกษุรูปนั้นๆ

ปัจจุบันวิวัฒนาการในด้านต่างๆได้ถีบตัวสูงขึ้นมาก พระภิกษุ (หรือแม้แต่คนธรรมดาทั่วไป) ที่อาศัยอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน พึงพัฒนาตัวเองให้เรียนรู้ตามสมควรในการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยทุนแรง อำนวยความสะดวก และให้มีประสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะ เพื่อใช้ประกอบในการศึกษา เผยแพร่ ตลอดถึงการค้นคว้า วิจัยและสื่อข้อมูลให้เป็นประโยชน์ ไม่ล้าสมัย และนำวิวัฒนาการเหล่านั้นมาช่วยเสริมให้ได้ผลในกิจกรรมนั้นๆ ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวัง ไม่หลงติดในรูปธรรม นามธรรมเหล่านั้น ต้องคอยหมั่นตรวจสอบ สำรวมจิต ของตน ไม่ให้ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น หรืออารมณ์ที่กำลังกระทบอยู่นั้น เช่น การดูรายการต่างๆทางทีวีเพื่อทัศนศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานเฮฮา

อนึ่งในข้อแนะที่ท่านวางไว้ในพระสูตรให้สำรวมอายตนะทั้งหก เพื่อไม่ให้ยินดี ยินร้ายในสภาวธรรมนั้นๆ จึงเป็นการครอบคลุมนอกเหนือ มากเกินกว่าการที่ไปปรากฏตัว ตามสถานที่ชุมชนต่างๆ เช่น การเดินไปในละแวกบ้าน เดินไปตามถนน (หรือการเข้าเมืองในอดีตกาล ซึ่งอาจเทียบกับการไปห้างร้านสรรพสินค้าต่างๆในปัจจุบัน ด้วยอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องหาของไว้ใช้สอย หรือใช้ประกอบในการทำหน้าที่หรือ กิจกรรมต่างๆ) ยังต้องรู้จักสำรวมตนทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เช่นไม่ไปเพื่อหาซื้อหนังโป๊ หรือ ล๊อตเตอรี่ ( และควรจะมีการห้ามขายหรือลงโทษผู้ขายให้แก่พระภิกษุด้วย เพราะเท่ากับช่วยทำลายสถาบันสงฆ์) ส่วนในที่ลับนั้น ก็ครอบคลุมไปถึงการท่องอินเตอร์เน็ตเปิดดูรูปหรือหนังโป๊ต่างๆ เป็นต้น

โคจร-อโคจร จึงเป็นเรื่องของการรู้จักสำรวมตน รักษาอายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดไปถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับสภาวะ สถานที่ หรือ กาละ เทศะ ต่างๆที่กำลังคลุกคลีอยู่นั้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่รุ่มร้อนไปด้วยความยินดี ยินร้าย หรือ อภิชฌา และโทมนัส ไปกับสิ่งที่กำลังประสบอยู่ในสถานที่สภาพแวดล้อมนั้นๆ เป็นสำคัญ ตลอดทั้งครอบคลุมไปถึงคำครหาติฉินนินทาซึ่งอาจจะบังเกิดขึ้นได้ จากการเข้าไปมั่วสุมคลุกคลีอยู่ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมนั้นๆ (เทศะ) หรือ ไปในยามเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นยามวิกาล (กาละ) เป็นต้น

แต่หากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับความจำเป็นต้องซื้อหาสิ่งของไว้ใช้ในการ ศึกษาค้นคว้า หรือเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม อาทิเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากพระไตรปิฎกซีดีรอม ซึ่งปัจจุบันนี้ ทำให้ความรู้ที่ได้จากหลักฐานที่ถูกต้องแน่นอน สามารถกระทำได้ในชั่วอึดใจเดียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจกระทำได้แม้เมื่อเพียง 10 กว่าปีก่อนนี้เอง จนกระทั่งเกิดพระไตรปิฎกฉบับซีดีรอมในรูปแบบต่างๆขึ้น ทำให้ชาวพุทธทั่วไปสามารถมีพระไตรปิฎกพกติดตัวด้วยซีดีรอม ไปเปิดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปได้ หรือใส่ลงใน Notebook ที่ถือใช้อยู่ได้ และสามารถค้นคว้าหัวข้อธรรมได้ทันทีที่มีข้อสงสัย โดยไม่ต้องวิ่งไปห้องสมุดหรือไปที่วัดค้นคว้า สำหรับพระสงฆ์นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะท่านสามารถค้นได้ทั้งภาษาไทยและบาลึเทียบเคียงได้อรรถรสพร้อมกันไปด้วย นอกจากจะใช้ในการทำรายงานส่งในวิชาที่เรียน ซึ่งทางฝ่ายมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีการนำความก้าวหน้าเหล่านี้มาใช้ในการสอนในห้องเรียน เช่นสถาบันการศึกษาทั่วๆไป และยังอาจใช้โปรแกรม PowerPoint ในเครื่องคอมพิวเตอร์ในการสอนบรรยายธรรม หรือโปรแกรมอื่นๆเช่น Word Processor ในการเขียนธรรมะ หรือทำรายงาน โปรแกรม PageMaker ในการตีพิมพ์หนังสือเอกสารต่างๆ การทำซีดีเสียงเทศน์ธรรมะในรูปแบบของ mp3 ตลอดถึง VCD, Multimedia CD, DVD ของอาจารย์ท่านต่างๆ ซึ่งสามรถบรรจุข้อมูลไว้ได้มาก จึงเป็นประโยชน์อย่างสูงทั้งในด้านการเก็บรักษาข้อมูลเดิมไว้ในสภาพที่สมบูรณ์และถาวรไม่ให้ตกหล่นสูญหายและใช้ในการแจกจ่ายธรรมะในรูปแบบต่างๆให้กระจายแพร่หลายออกไป ทั้งใกล้และไกล ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นการสื่อความรู้ทางธรรมสู่มวลชนได้อย่างดีเยี่ยมในต้นทุนที่ถูกด้วย เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่ดีและได้ผลอย่างมาก ทั้งแก่หมู่สงฆ์ และมวลชนโดยส่วนรวมด้วย และสมควรได้รับการสนับสนุน เช่น ตั้งให้มีทุนส่งเสริมในกิจกรรมด้านการเผยแพร่ด้วยระบบดิจิตอลเหล่านี้

ในกรณีเช่นนี้ น่าจะให้ความสนับสนุนให้พระสงฆ์ของเราสามารถซื้อหาอุปกรณ์ต่างๆสำหรับใช้งานในด้านนี้ได้โดยสะดวก เท่าทันกับความเจริญทางด้านเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการสื่อธรรม และศึกษาพุทธธรรม ได้อย่างสูงสุด ไม่เฉพาะมุ่งแต่เพียงด้านการปฏิบัติธรรมด้านเดียว และชาวพุทธควรเข้าใจ ตลอดถึงมีใจกว้างพอต่อพระสงฆ์ท่านด้วย ท่านจะได้ช่วยกันพัฒนาการสอน การวิจัยหลักธรรมให้ดี ถูกต้อง แม่นยำและชัดเจน และสื่อถึงมวลชนได้ดียิ่งๆขึ้น เป็นการชักชวนให้มวลชนเกิดความสนใจมุ่งเข้าสู่การเรียนรู้ และศึกษาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ส่วนพระสงฆ์ท่านก็พึงสำรวมระวังในการใช้อุปกรณ์ต่างๆเหล่านั้นในทางที่ชอบ แต่ถ่ายเดียว คือกระทำในสิ่งที่พึงโคจร (ซึ่งในหลายๆกรณี ก็คือสถานที่และสถานการณ์เดียวกันกับอโคจรนั้นเอง แต่เป็นไปในรูปแบบที่เปี่ยมไปด้วยการสำรวมระวังซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และใจ เป็นสำคัญ)

จึงน่าที่จะมีข้อผ่อนปรนแก้ไขข้อบังคับในกรณีเร่อง ” อโคจร ” ได้บ้าง มิใช่ปิดกั้นทางไม่ให้พระสงฆ์ท่านได้มีโอกาสรับรู้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ไปเลียหมด (ยิ่งปิดกั้นบีบบังตับ ก็จะยิ่งมีของในตลาดมืดออกมาขายให้พระท่านตามวัด เป็นผลติดตามมา และเรายังขาดพระที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้อยู่มาก (หรืออาจจะสูญไปเลย ถ้าท่านสึกออกไป) เช่น อาจจัดช่วงเวลาสำหรับชั่วโมงจำหน่ายให้แก่นักธุรกิจ และพระภิกษุสงฆ์ เยี่ยงกับที่ห้างร้านสรรพสินค้าบางแห่งในสหรัฐ เช่นร้าน ”Sam's Club” มีชั่วโมงพิเศษไว้รองรับขายให้เฉพาะนักธุรกิจตอนเช้าโดยเฉพาะ ก่อนเปิดบริการขายแก่สาธารณชนทั่วไป ก็จะเลี่ยงไม่ให้เกิดความวุ่นวายประเจิดประเจ้อ บาดตาบาดใจต่อสายตาของประชาชนทั่วไปได้

คงศักดิ์ ตันไพจิตร

9 พฤศจิกายน 2547

ข้อความว่าด้วย อโคจร ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

[917] คำว่า เธอพึงเป็นผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร ? ความว่า พระเถระ ย่อมทูลถามถึงโคจรว่า ภิกษุนั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยโคจรเช่นไร คือ ด้วยโคจรที่ดำรงไว้อย่างไร มีชนิดอย่างไร มีส่วนเปรียบอย่างไร ? อโคจร มีอยู่ โคจรมีอยู่

ว่าด้วย อโคจร

อโคจร เป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีบัณเทาะก์เป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีโรงสุราเป็นโคจรบ้าง อยู่คลุกคลีด้วยพวกพระราชา พวกมหาอำมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกของเดียรถีย์ ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร อนึ่ง สกุลบางแห่งไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่า มักบริภาษมุ่งความเสื่อม มุ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล มุ่งความไม่สบาย มุ่งความไม่ปลอดโปร่งจากโยคกิเลส แก่พวกภิกษุ พวกภิกษุณี พวกอุบาสก พวกอุบาสิกา ภิกษุย่อมซ่องเสพคบหา ติดต่อกับสกุลเห็นปานนั้น นี้เรียกว่า อโคจร .

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน เป็นผู้ไม่สำรวมเดินไป คือ แลดูช้าง แลดูม้า แลดูรถ แลดูพลเดินเท้า แลดูสตรี แลดูบุรุษ แลดูกุมาร แลดูกุมารี แลดูร้านตลาด แลดูหน้ามุขเรือน แลดูข้างบน แลดูข้างล่าง แลดูทิศน้อยทิศใหญ่เดินไป แม้เช่นนี้ก็เรียกว่า อโคจร .

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และใจ) ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมไม่รักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความไม่สำรวมในมนินทรีย์ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่า อโคจร .

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์บางพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือการฟ้อน การขับ การประโคม มหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยายเพลงปรบมือ ฆ้อง ระนาด หนัง เพลงขอทาน ไต่ราว การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา รำกระบี่กระบอง ชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ ท่านสมณพราหมณ์บางพวกขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่า อโคจร .

แม้กามคุณ ๕ ก็ชื่อว่า อโคจร .

สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าเที่ยวไปในแดนอื่นซึ่งเป็น อโคจร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเที่ยวไปในแดนอื่นซึ่งเป็น อโคจร มารจักได้ช่อง ได้อารมณ์

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็แดนอื่นซึ่งเป็น อโคจร ของภิกษุ คืออะไร คือกามคุณ ๕

กามคุณ ๕ เป็นไฉน ? คือ

รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา พอใจ ชอบใจรักใคร่ ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู

กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก

รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น

โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา พอใจ ชอบใจรักใคร่ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่าแดนอื่นเป็น อโคจร ของภิกษุ. แม้เช่นนี้ก็เรียกว่า อโคจร .

โคจรเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีโรงสุราเป็นโคจร ไม่อยู่คลุกคลีด้วยพวกพระราชา พวกมหาอำมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกของเดียรถีย์ ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร

อนึ่ง สกุลบางแห่งมีศรัทธาเลื่อมใส เป็นดุจบ่อน้ำ รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นที่เดินสวนกันเข้าออกแห่งภิกษุผู้แสวงหา มุ่งความเจริญ มุ่งประโยชน์เกื้อกูล มุ่งความสบาย มุ่งความปลอดโปร่งจากโยคกิเลส แก่พวกภิกษุ พวกภิกษุณี พวกอุบาสก พวกอุบาสิกา ภิกษุย่อมซ่องเสพ คบหา ติดต่อกับสกุลเห็นปานนั้น นี้เรียกว่าโคจร.

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน ย่อมเป็นผู้สำรวมเดินไป คือ ไม่แลดูช้าง ไม่แลดูม้า ไม่แลดูรถ ไม่แลดูพลเดินเท้า ฯลฯ ไม่แลดูทิศน้อยทิศใหญ่ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร.

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ฯลฯ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร.

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์บางพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ไม่ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับ การประโคม ฯลฯ

กองทัพ ภิกษุเป็นผู้เว้นขาดจากการขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร.

แม้สติปัฏฐาน ๔ ก็ชื่อว่าโคจร. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในแดนเป็นของบิดาของตนซึ่งเป็นโคจร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในแดนเป็นของบิดาของตนซึ่งเป็นโคจร มารย่อมไม่ได้ช่อง ไม่ได้อารมณ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แดนเป็นของบิดาของตน ซึ่งเป็นโคจรของภิกษุคืออะไร คือ สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่

เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย

เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต

เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ

โทมนัสในโลกอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า แดนเป็นของบิดาของตนซึ่งเป็นโคจรของภิกษุ. แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร. ภิกษุพึงเป็นผู้ประกอบด้วยโคจรเช่นนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร.

จาก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทศ เล่มที่ 29 ในข้อที่ 917

[604] บทว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจร มีอธิบายว่า อาจาระมีอยู่

อนาจาระ มีอยู่

ใน ๒ อย่างนั้น อนาจาระ เป็นไฉน

ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทั้งทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า อนาจาระ ความเป็นผู้ทุศีล แม้ทั้งปวง ก็เรียกว่าอนาจาระ

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ หรือด้วยการให้ใบไม้ หรือด้วยการให้ดอกไม้ หรือด้วยการให้ผลไม้ หรือด้วยการให้จุณสำหรับอาบ หรือด้วยการให้ไม้ชำระฟัน หรือด้วยการพูดยกย่องเพื่อต้องการให้เขารัก หรือด้วยการพูดทีจริงทีเล่นเสมอด้วยแกงถั่ว หรือด้วยการเป็นคนรับเลี้ยงเด็ก หรือด้วยการรับใช้ฆราวาส หรือด้วยมิจฉาอาชีวะที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อนาจาระ

อาจาระ เป็นไฉน

ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทั้งทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ สีลสังวร แม้ทั้งปวง ก็เรียกว่าอาจาระ

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ใบไม้

ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ดอกไม้ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ผลไม้ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้จุณสำหรับอาบ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ชำระฟัน ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการพูดยกย่องเพื่อต้องการให้เขารัก ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการพูดทีจริงทีเล่นเสมอด้วยแกงถั่ว ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการเป็นคนรับเลี้ยงเด็ก ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการรับใช้ฆราวาส ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาอาชีวะที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อาจาระ

บทว่า โคจร มีอธิบายว่า โคจร มีอยู่ อโคจร มีอยู่

ใน ๒ อย่างนั้น อโคจร เป็นไฉน

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของหญิงแพศยา หรือเป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของหญิงหม้าย หรือเป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของสาวเทื้อหรือเป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของบัณเฑาะก์ หรือเป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของภิกษุณีหรือเป็นผู้เที่ยวไปในโรงสุรา เป็นผู้คลุกคลีกับด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควรก็หรือตระกูลนั้นใด ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสไม่เป็นที่ควรจะไปมา มักด่าและบริภาษ ใคร่แต่ความพินาศ ไม่ใคร่ต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่ใคร่ต่อความผาสุก ไม่ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะ แก่พวกภิกษุ ภิกษุณี

อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ย่อมคบหา เข้าไปหา เข้าไปหาบ่อยๆ ซึ่งตระกูลเห็นปานนั้นนี้เรียกว่า อโคจร

โคจร เป็นไฉน

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ไม่เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของหญิงแพศยา ไม่เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของหญิงหม้าย ไม่เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของสาวเทื้อ ไม่เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของบัณเฑาะก์ ไม่เป็นผู้เที่ยวไปในสำนักของนางภิกษุณีไม่เป็นผู้เที่ยวไปในโรงสุรา เป็นผู้ไม่คลุกคลีกับด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควรก็หรือตระกูลนั้นใด มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นที่ควรไปมา รุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวะมีโยคีผู้ปฏิบัติเข้าออกอยู่เนืองๆ เป็นผู้ใคร่ต่อความเจริญ ใคร่ต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ใคร่ต่อความผาสุก ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะ แก่พวกภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ย่อมคบหา เข้าไปหา เข้าไปหาบ่อยๆ ซึ่งตระกูลเห็นปานนั้น นี้เรียกว่า โคจร

ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยอาจาระและโคจรดังกล่าวมานี้

ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจร ด้วยประการฉะนี้

จาก พระอภิธรรมปิฎก วิภังคปกรณ์ ข้อที่ 604 เล่มที่ 35

[1775] บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไปใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คือ อโคจร ๕ ที่ควรเว้นในสกุลนั้น แล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น.

บุคคลเข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะ หรือโภชนะแล้ว พึงรู้จักประมาณบริโภคแต่พอควร และไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง.

จาก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1 เล่มที่ 27 ในข้อที่ 1775

About Us | Site Map | Privacy Policy | Contact Us | www.self-aware.net